adsense

สอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง


ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายที่พ่อแม่จะสอนให้ลูกจะทำอะไร ด้วยตนเอง เช่นสอนให้ลูกสวมถุงเท้าด้วยตนเอง แต่งตัวของเขาเอง พับผ้าห่ม พับเสื้อผ้า หรือเก็บของเล่นของเขาใส่กล่องหลังจากที่เล่นเสร็จเรียบร้อยแล้วการสอนให้ลูกทำอะไรด้วยตัวเองอย่างน้อยก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขาเองนั้น เป็นการทำให้พ่อแม่เหนื่อยน้อยลงไปช่วยแบ่งเบาภาระเล็กๆ น้อยๆ ได้ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือลูกจะมีความสามารถช่วยเหลือดูแลพึ่งพาอาศัยตนองได้และเมื่อเขาดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เล็กๆ เมื่อเขาเติบโตขึ้นไปตามวัยเขาก็จะพึ่งพาตัวเองได้ในด้านอื่นๆ มากขึ้นและแน่นอนว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาก็จะสามารถพึ่งพาตัวเองมากกว่าที่จะคอยไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่ร่ำไป

การที่จะสอนให้ลูกช่วยเหลือดูแลตนเองได้นี้ตอนแรกพ่อแม่จะต้องช่วยเป็นพี่เลี้ยงคอยสอนลูกอย่างอดทนเสียก่อนจากนั้นก็ปล่อยให้ลูกช่วยเหลือตัวเองโดยการแนะนำอยู่ห่างๆ อย่าเข้าไปช่วยแก้ไขให้ลูกอยู่ตลอดเวลาจนลูกรู้สึกว่าไม่ได้หัดพึ่งตัวเอง อย่าลืมชมเชยลูกเมื่อเขาสามารถดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี เช่น การแต่งตัวไปโรงเรียนด้วยตัวเองอย่างเรียบร้อย
การส่งเสริมให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองนี้นอกจากเป็นการกระตุ้นพัฒนาการเด็กแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกสร้างความมั่นอกมั่นใจและภาคภูมิใจในตนเอง และเด็กยังรู้สึกอยากทำอะไรด้วยตนเองในเรื่องอื่นๆ อีกด้วย โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพ่อ แม่

การเปิดเผยความรู้สึกของพ่อแม่




ในครอบครัวจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อทุกคนกล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตนเองมิใช่ปิดบังความคิดความในใจเอาไว้จนตัวเองเก็บกดและเผลอแสดงตัวเองออกมาโดยไม่รู้ถึงการแสดงออกในด้านลบต่างๆ

พ่อแม่เองควรจะแสดงให้ลูกได้เห็นตั้งแต่เด็กๆว่าตัวพ่อแม่เองควรจะแสดงให้ลูกได้เห็นตั้งแต่เด็กๆ ว่าตัวพ่อแม่เองกล้าที่จะแสดงความรู้สึกออกมาไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิด ความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกโกรธ หรือความรู้สึกรัก ยกตัวอย่างเช่นถ้าวันหนึ่งคุณพ่อมีความรู้สึกผิดที่ลืมวันเกิดของคุณแม่ ผู้เป็นพ่อก็ควรจะพูดให้ลูกและรับรู้ว่าตนมีความรู้สึกเสียใจเพียงใดและจะแก้ปัญหานั้นด้วยการชดเชยจัดงานเลี้ยงหรือทำอะไรได้แค่ไหนอย่างไร

หรือวันหนึ่งคุณแม่รู้สึกโกรธคุณพ่อ นอกจากแอบไปทะเลาะกันตามลำพังแล้ว บางครั้งผู้เป็นแม่พูดให้ลูกได้เห็นและได้รับรู้ไว้บ้างว่าตนเองมีความรู้สึกโกรธนะที่พ่อผิดนัดหลายครั้งแล้วแต่ในการแสดงความรู้สึกออกมาให้ลูกเห็นนั้นต้องระวังว่าจะแสดงความรู้สึกออกมาในน้ำเสียงที่เหมือนการพูดคุยกัน อย่าแสดงความรู้สึกออกมาด้วยอารมณ์อันโกรธเคืองและรุนแรงเกินไปเพราะเด็กจะซึมซับเอาอารมณ์นั้นไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน การพูดคุยเปิดอกกับแบบผู้ใหญ่ การใช้เหตุผลปรับความเข้าใจกัน การแสดงความรู้สึกออกมาว่าเรารู้สึกโกรธนะ เรารู้สึกผิดนะ หรือเรารู้สึกเสียใจเพียงใด การกระทำเช่นนี้จะทำให้ลูกกล้าที่จะแสดงความรู้สึกกับพ่อแม่ ณ วันหนึ่งเมื่อโตขึ้น เขากล้าที่จะบอกเราว่าเขารู้สึกอย่างไรภายในจิตใจของเขา แม้ว่าตอนนี้เขายังจะเป็นเด็กเล็กอยู่ แต่เขาจะมองเห็นความสัมพันธ์ในครอบครัวว่าทุกคนสามารถที่จะพูดความในใจออกมาได้และนั่นเป็นประโยชน์มากที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาได้หากวันใดวันหนึ่งลูกเราเกิดมีปัญหา

ลูกเก่งได้ด้วยความรัก

มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยเลยที่แกล้งเป็นงอนลูกไม่กอดและหอมแก้มลูกไม่ให้ลูกเข้าใกล้เพราะคิดว่าการลงโทษเช่นนี้จะทำให้ลูกรู้สึกเสียใจและไม่ทำอีก

ซึ่งจริงๆแล้วเป็นวิธีผิดพลาดอย่างยิ่งเนื่องจากได้มีการวิเคราะห์วิจัยในทางจิตศาสตร์พบว่าเด็กๆที่พ่อแม่แกล้งงอนทำเฉยชาใส่เขานั้นเขาจะรู้สึกยิ่งเสียใจ รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะหัวใจน้อยๆของลูกนั้นเป็นหัวใจที่มีความอ่อนไหวสูงถ้าเด็กทำผิดพ่อแม่ควรจะใช้เหตุผลอธิบายให้ลูกเข้าใจดีกว่า แต่การที่พ่อแม่แกล้งงอนไม่ให้ลูกมากอดแล้วตัวเองไม่เข้าไปกอดไปหอมลูกนั้นไม่ได้ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าไม่ควรจะทำผิดอีกครั้ง แต่ในทางตรงกันข้ามเด็กเล็กๆ จะยิ่งเข้าใจว่าตนเองสูญเสียความรักความสนใจจากแม่ไปแล้วและจะมีความรู้สึกที่ไม่ดีนักกับตนเองการสอนให้ลูกเป็นเด็กเก่งมีความรับผิดชอบนั้นควรสอนให้ลูกเข้าใจความเป็นจริงว่าทำไมควรจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วลูกจะมีระเบียบวินัยได้ด้วยตนเอง

ไม่ว่าเด็กจะทำผิดอย่างใดพ่อแม่ก็ควรอบรมสั่งสอนอธิบายให้ลูกเข้าใจด้วยความรัก นั่นเป็นวิธีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ลูกไม่ทำผิดแบบเดิมอยู่บ่อยๆแต่การแกล้งไม่ให้ความรักลูกนั้นอาจจะเป็นวิธีทำให้ลูกเกิดความน้อยอกน้อยใจและมีความรู้สึกไม่ดีต่อตนเองแถมรู้สึกสูญเสียความภูมิอกภูมิใจในตนเองเสียด้วย

อย่าทำแทนลูก

เราทำความเข้าใจกันไปแล้วว่าพ่อแม่ควรจัดแบ่งงานบางอย่างเพื่อเป็นหน้าที่ที่ลูกจะต้องรับผิดชอบดังนั้นพ่อแม่ควรที่จะรักษากติกานั้น อย่าเข้าไปทำสิ่งต่างๆแทนลูกเพียงเพราะเห็นว่าลูกทำได้ไม่ถูกใจ หรือลูกละเลยหน้าที่ของเขา การที่พ่อแม่ลงมือเก็บของเล่นเองแทนลูกก็อาจดูง่ายกว่าที่จะมานั่งเคี่ยวเข็ญให้ลูกมาจัดการตามหน้าที่ของตน เมื่อคุณทำอย่างนั้นบ่อยๆ ลูกก็รู้สึกไม่เห็นความสำคัญที่เขาต้องรับผิดชอบและต่อไปไม่ว่าพ่อแม่จะมอบหมายงานใด ลูกจะรู้สึกไม่เห็นความสำคัญในสิ่งที่พ่อแม่มอบหมาย เพราะคิดว่าถึงสั่งให้ทำแล้วเราไม่ทำพ่อแม่ก็จะมาทำแทนเราอยู่ดีดังนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุดที่จะต้องสอนให้ลูกเก่งและมีความรับผิดชอบก็คือต้องเคร่งครัดกับกติกาของตัวเองปล่อยให้ลูกทำในสิ่งที่เขาควรจะทำ อย่าทำให้ทุกอย่างเสียด้วยการเข้าไปทำทุกอย่างเองแทนลูกไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

การยอมรับผิดของเด็ก



เราอาจพบเห็นเด็กบางคนที่มีความสามารถสูง เป็นเด็กเก่งที่มีความเสียอกเสียใจอย่างมากในสิ่งที่เขาพลาดหวัง เคยมีบางเวทีเด็กเข้าร่วมประกวดเพื่อแสดงความสามารถต่างๆ โดยเฉพาะเห็นอยู่เสมอว่าจะมีเด็กที่มีความโกรธและไม่พอใจมาก หรือเสียใจมากที่ตัวเองไม่ได้ชนะเลิศในการแข่งขัน

นี่คือตัวอย่างที่ดีที่เราได้เห็นชัดว่า ยังมีพ่อแม่เป็นอีกจำนวนไม่น้อยเลยที่สอนให้ลูกเป็นเด็กเก่งได้ แต่สอนให้ลูกยอมรับความผิดหวังล้มเหลวไม่ได้
ในขณะที่ปลูกฝังให้ลูกได้พัฒนาความสามารถต่างๆ จนเป็นเด็กเก่งในด้านนั้นขึ้นมาแล้ว ที่จริงเราจะต้องไม่ลืมที่จะปลูกฝังให้เขาเปิดใจกว้างที่จะยอมรับความผิดพลาดล้มเหลวด้วย
ปลูกฝังให้ลูกเข้าใจว่าก่อนที่เราจะทำผิดพลาดไปบ้างนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เราสามารถเรียนรู้ว่าคราวต่อไปต้องเพิ่มความสามารถให้มากขึ้น

ในการยอมรับความผิดหวังนั้นทำให้เด็กสามารถที่จะเรียนรู้ได้อีกด้วยว่าเราควรจะยอมรับในความสำเร็จของคนอื่น ยอมรับในคนที่ชนะเรา เคารพและนับถือในสิ่งที่คนอื่นทำได้ดีกว่าเรา ในขนะเดียวกันก็หาทางพึ่งพาตัวเองต่อไป

ค่อยๆ สอนให้ลูกเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะพบกับความผิดหวังหรือทำสิ่งใดผิดพลาด คนที่ไม่ยอมรับและนับถือผู้อื่นเลยต่างหากนี่คือสิ่งที่ผิดพลาดและน่าผิดหวังที่สุด

แบ่งเวลาใส่ใจต่อเด็ก

เด็กในบางช่วงจะเป็นวัยที่เขาเรียกร้องความสนใจตลอดเวลา บางช่วงที่พ่อแม่กำลังจัดกิจการภารกิจหน้าที่อย่างอื่นอยู่เด็กๆอาจวิ่งเข้ามาหาและเล่าให้ฟังยืดยาวเกี่ยวกับเรื่องเจ้าหมาตัวน้อยของลูก พ่อแม่เองก็ควรวางมือจากสิ่งที่กระทำอยู่คู่หนึ่งแล้วหันมาให้ความสนใจลูกซักคู่ อย่าบอกปัดลูกตลอดเวลาว่าคุณพ่อคุณแม่ยังไม่ว่างให้รอไปก่อน อย่าดุหรืออย่าทำเป็นไม่ใส่ใจ โดยคิดว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่ลูกเล่ามานั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร และการที่คุณจะไม่หันไปตอบลูกทุกเรื่องนั้นก็คงไม่ทำให้ลูกรู้สึกอะไร

แต่ความจริงแล้วท่าทีไม่ใส่ใจของพ่อแม่นั้นมีความหมายกับลูกมาก เพราะเด็กจะคิดว่าเขาไม่มีความสำคัญสำหรับพ่อแม่เด็กๆ ทุกคนมีความต้องการมากที่จะรู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญที่หนึ่งสำหรับพ่อแม่ของเขา ดังนั้นการที่คุณจะยอมผละจากงานแค่ไม่กี่นาทีมานั่งฟังลูกอย่างใส่ใจ ไถ่ถามลูก ตอบลูก หรือ เออออตั้งใจฟังลูกเพียงท่านั้นเด็กจะมีความรู้สึกมี

อิทธิพลของมารดาต่อทารกในครรภ์

ความสำพันธ์ระหว่างมารดาและทารกมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างเห็นได้ชัดเจน ปี พ.ศ.2524 ได้มีการการศึกษาถึงผลของความเรียดของมารดาที่ตั้งครรภ์ต่อทารก พบว่ามารดาที่มีความเครียดเรื้อรังทารกที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักน้อยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากปกติเป็นเด็กขี้ตกใจและร้องไห้ง่าย

ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษาวิจัยยังพบว่าความคิดและความรู้สึกของมารดาที่ตั้งครรภ์มีผลกระทบกระเทือนต่อทารกในครรภ์ได้แม้แต่มารดาที่ตั้งครรภ์อยู่ เพียงเกิดความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ ก็จะพบว่าหัวใจของทารกในครรภ์เต้นเร็วอย่างชัดเจน
นักวิจัยหลายท่านมีความเห็นตรงกันว่า ความสำพันธ์ระหว่างมารดา และทารกในช่วงตั้งครรภ์ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดยิ่งมีความผูกพันมากเท่าไร ทารกที่คลอดออกมายิ่งมีจิตใจแจ่มใส สงบ ตอบสนองต่อการเลี้ยงดูง่ายขึ้นเพราะทารกเคยชินต่อเสียงและการสัมผัสของมารดาผู้ตั้งครรภ์ รวมทั้งความผูกพันทางจิตใจ ซึ่งเกิดจากความสำพันธ์และเกี่ยวดองกันอย่างแน่แฟ้นมาก่อน ในทางตรงกันข้ามหากมารดาผู้ตั้งครรภ์รู้สึกไม่พอใจกับการตั้งครรภ์ มีความรู้สึกว่าตั้งครรภ์เป็นอุปสรรคต่อชีวิตก็จะส่งผลก่อให้เกิดความเครียดต่อทารกในครรภ์ได้เช่นเดียวกัน
เมื่อถึงตรงนี้เราคงค้นพบความจริงที่ว่าความผูกพันของแม่มีอิทธิพลต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างแน่นอน

การรับรู้ด้านการมองเห็นของทารกในครรภ์

ช่วงระยะแรกของการตั้งครรภ์ ทารกจะเริ่มลืมตาเมื่ออายุครรภ์ได้ 29 สัปดาห์ทารกจะเริ่งเห็นผนังภายในมดลูกในช่วงระยะท้ายของการตั้งครรภ์ มดลูกจะใหญ่ขึ้น ผนังมดลูกจะเริ่มบางขึ้นทำให้แสงสามารถผ่านเข้าสู่ภายในมดลูกได้ทำให้เกิดการกระตุ้นระบบการมองเห็นของทารกและทำให้ทารกรู้จักวัฎจักรของกลางวันและกลางคืน
ได้มีการการทดลดลองวิจัย ที่ทำให้ทราบได้ว่าทารกสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยได้ทดลองการฉายแสงผ่านเข้าสู่มดลูก และที่แสงผ่านจะเห็นทารกมีปฎิกริยาเกิดขึ้นคือมีการเต้นของหัวใจที่เร็วกว่าปกติ
และเมื่อผู้ทดลองได้ลองเพิ่มแสงสว่างมากขึ้นทำให้เกิดแสงจ้ามากเกินไป ทารกในครรภ์จะสามารถยกมือขึ้นปิดหน้าผากเพื่อกั้นแสงจ้านั้นได้ ซึ่งดูแล้วน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง

จะเห็นได้ว่าขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์นั้น ธรรมชาติได้เตรียมพร้อมให้กับทารกในการพัฒนาการรับรู้ทางประสาทสัมผัสด้านต่างๆไว้ก่อนออกสู่โลกภายนอกแม้แต่ระบบประสาทสัมผัสการรับกลิ่นได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา แต่เนื่องจากอยู่ในครรภ์ จึงทำให้เห็นความสามารถนี้ไม่ชัดเจน

สิ่งแวดล้อมกับพัฒนาการเด็ก

สิ่งแวดล้อมนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นอย่างละเอียด เพราะสิ่งแวดล้อมถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดพฤติกรรมมนุษย์เมื่อเราขับรถไปตามถนนที่มีการจราจรแออัดพอได้ยินเสียงแตรรถดังอยู่เรื่อยๆ อารมภณ์ และจิตใจของเราก็ถูกแปรเปลี่ยนไปในแง่ลบ เริ่มฉุนเฉียว เริ่งหงุดหงิด นั่นแสดงว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อคุณภาพชีวิตเรา
หรือแม้ว่ามนุษย์โลกซึ่งแบ่งเป็นสองเพศคือชายและหญิงสภาพแวดล้อมยังเป็นเหตุทำให้เกิดมนุษย์พันธ์ใหม่ คือชายครึ่งหญิงครึ่งได้ชีวิตของคนเราจะดีร้ายหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรจึงขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมมิใช่น้อยโดยเฉพาะทารกนั้นอาจกล่าวได้ว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่ออารมภ์ จิตใจของทารกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ใหญ่คนใดเลย

ทารกกับมลภาวะ
Lorence M.Schell นักวิจัยชาวอเมริกันได้ทำการวิจัยถึงผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการตั้งครรภ์พบว่ามารดาที่ตั้งครรภ์ และอาศัยอยู่ใกล้บริเวณสนามบินนั้น ทารกจะได้รับความกระทบกระเทือนจากเสียงเครื่องบินในเวลาบินขึ้นและนำเครื่องร่อนลง อันถือเป็นมลภาวะทางเสียงต่อทารกในครรภ์ โดยทารกที่คลอดมามีลักษณะ
น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ
มักคลอดก่อนกำหนด
ทารกแรกคลอดจะกระสับกระส่ายตกใจง่าย
เลี้ยงยาก ร้องไห้เก่ง

ข้อพึงปฎิบัติ

ในระหว่างตั้งครรภ์ ควรเสริมสร้างทารกในครรภ์ด้วยอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อสร้างเซลล์สมองทารกในครรภ์ให้มีขนาดสมบูรณ์สุดขอแนะนำให้คุณแม่ดื่มนมวันละ 1 ลิตร ไข่ไก่ 2 ฟอง รับประทานเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อปลาให้มาก รวมทั้งผักผลไม้ และยาบำรุงครรภ์ที่แพทย์ให้มาให้มาก

ระหว่างตั้งครรภ์ ควรพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเท่าที่จะทำได้ เช่นหลีกเลี่ยงเสียงหนวกหู เสียงรบกวนต่างๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดหรือมีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ควรสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีอันจะเป็นผลดีต่อทารก

โภชนาการอาหารระหว่างตั้งครรภ์


การกำหนดคุณภาพเด็กด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆคือ ชาวญี่ปุ่น ซึ่งโดยกรรมพันธุ์แล้วเป็นชนชาติที่มีรูปร่างเล็กและเตี้ยแต่ด้วยการรู้จักพัฒนาโภชนาการ รู้จักรับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ให้คุณค่า ทำให้ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าแต่ก่อนมาก

ในระหว่างตั้งครรภ์นั้น ทารกมีการเจริญเติบโตอย่างมากมายและรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องอาศัยอาหารเป็นตัวเสริมสร้างความเจริญทั้งทางร่างกายและสมอง ถ้าผู้ตั้งครรภ์รู้จักเลือกรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้โทษแก่ทารกในครรภ์ก็จะทำให้ทารกที่เกิดมามีสุขภาพที่ แข็งแรง สมบูรณ์ มีสติปัญญาดี

สารอาหารโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้าง ขนาดของคุณภาพสมอง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกำหนดสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดของเด็ก เนื่องจากเซลล์สมองของมนุษย์มีขนาดใหญ่และมีเส้นใยสมองมากนั้นจะเป็นสมองที่เฉลียวฉลาดดังนั้นถ้ามารดาตั้งครรภ์ได้รับสารโปรตีนน้อย เซลล์สมองย่อมมีขนาดเล็ก ทารกที่ออกมาจะมีสติปัญญาต่ำได้ นอกจากนี้สารจำพวกวิตามินบี ยังมีส่วนสำคัญในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างระบบประสาทแล้ว ยังช่วยให้การทำงานของเซลล์สมองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ฉะนั้นการที่ทารกในครรภ์จะมีสติปัญญามากน้อยเพียงใดนั้นอาหารเป็นตัวกำหนดที่สำคัญตัวหนึ่ง

กรรมพันธุ์เด็ก

กรรมพันธุ์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดรูปร่าง สีสัน และคุณภาพของมนุษย์ ในร่างกายส่วนต่างๆของมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ซึ่งถือเป็นหน่วยขนาดเล็กของสิ่งมีชีวิตอยู่เป็นจำนวน ล้านๆเซลล์ และในแต่ละเซลล์จะประกอบด้วยโครโมโซม (chromosome) มีลักษณะเป็นเส้นเรียงตัวกันเป็นคู่ๆบนแขนของโครโมโซมนี้จะมียีนเรียงตัวกันอยู่ ยีนตัวนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นหน่วยควบคุมคุณภาพของมนุษย์ทำให้เด็กแต่ละคนมีคุณภาพและลักษณะแตกต่างกันออกไป ทั้งทางด้านของรูปร่าง ขนาด ความสูง สีผิว ความฉลาด ตลอดจนอุปนิสัยใจคอต่างๆ

ยีนในส่วนของเซลล์สมองมีหน้าที่กำหนดคุณภาพสมองความเฉลียวฉลาด พ่อแม่ที่มีความฉลาด มีไหวพริบดี ก็ถ่ายทอดยีนส่วนนี้ไปยังลูก ทำให้มีลักษณะฉลาดคล้ายคลึงพ่อแม่

กรรมพันธุ์จึงเป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดคุณภาพทารก ทารกในครรภ์จะฉลาดมากน้อยเพียงไรก็ขึ้นอยู่กับยีนที่พ่อแม่ให้มานั่นเองและอนาคตข้างหน้า เมื่อพันธุวิศวกรรมศาสตร์เจริญก้าวหน้ากว่านี้เราอาจเลือกคุณภาพของลูกแบบไหนก็ได้เช่น ถ้าต้องการให้ลูกตาสีฟ้า เราก็กำหนดยีนตาสีฟ้าเข้าไป หรือหากต้องการให้ลูกฉลาดมากๆก็อาจใส่ยีนที่กำหนดความฉลาดนั้นๆเข้าไปได้อย่างไรก็ดีเป็นข้อถกเถียงกันว่าพันธุวิศวกรรมศาสตร์นั้นเป็นการทำให้มนุษย์ผิดไปจากธรรมชาติหรือไม่ ซึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้ในปัจจุบัน

ปัจจัยส่งเสริมคุณภาพทารก

แต่เดิมนั้นความมุ่งหมายของการคลอด คือทำอย่างไรให้มารดาและทารกปลอดภัยสมบูรณ์แข็งแรงแต่ในปัจจุบันเมื่อวิทยาการการแพทย์ก้าวหน้า และคุณพ่อคุณแม่มีความรู้มากขึ้นทำให้ผู้ตั้งครรภ์มีความมุ่งหมายเพิ่มมากขึ้นนั้นคือคลอดอย่างไรจะไม่รู้สึกเจ็บและประการสำคัญที่ดูเหมือนจะเป็นหัวใจของผู้เป็นพ่อและแม่เลยก็คือ ทำอย่างไรลูกที่คลอดจะเป็นทารกที่มีคุณภาพดีสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
คุณภาพทารกที่ดีเป็นอย่างไร
คำว่า คุณภาพ นั้นคงมิได้หมายถึงแต่เพียงทำอย่างไรให้ลูกฉลาดอย่างที่หลายคนเข้าใจเท่านั้น คำว่า คุณภาพยังหมายถึง

ทำอย่างไร ให้ลูกมีพัฒนาการทางร่างกายที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

ทำอย่างไรให้ลูกมีจิตใจที่แจ่มใส สงบ เยือกเย็น อารมณ์ดี ไม่ก้าวร้าว

ทำอย่างไรให้ลูกมีการตอบสนองสังคมที่ดีกล่าวคือมีสติ มีไหวพริบในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า หรือเหตุการณ์ที่พบเห็นได้ดี

และประการสุดท้ายคงหนีไม่พ้น ทำอย่างไรให้ลูกมีสติปัญญาที่ดี มีประสิทธิภาพในการเรียนรู้เร็วขึ้น
การที่จะให้ลูกมีคุณภาพดังหัวข้อที่กล่าวมานี้ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดในเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะหากผู้ตั้งครรภ์ได้สนใจหรือดูแลปัจจัยที่กำหนดคุณภาพเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเอื้ออำนวยต่อคุณภาพทารกได้ ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพทารกมีดังนี้
3 สิ่งแวดล้อม

รูปลักษณ์ของลูก


แม้ว่าเด็กๆจะยังไม่รู้เดียงสามากในเรื่องของรูปร่างหน้าตาของตนเองแต่อย่างน้อยเด็กจะรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความไม่น่ารักและความน่ารักอย่างแน่นอนพ่อแม่หลายคนเคยชมลูกๆคนอื่นต่อหน้าลูกน้อยของตนว่าเด็กคนนั้นหน้าตาน่ารักโตขึ้นมาคงหล่อและสวยไม่น้อยเลยในขณะเดียวกันอาจหันมาตำหนิลูกของตนว่าเป็นเด็กขี้เหร่หรือล้อว่าผิวดำเหมือนถ่าน หรือพูดกับคนอื่นว่าลูกตนไม่น่ารักเพราะดั้งหัก หรืออื่นๆ ก็ตามที่ทำให้ลูกเริ่มซึมซับและรู้สึกเอาเองตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยว่ารูปลักษณ์ของตนเองนั้นคงจะสู้กับคนอื่นไม่ได้และนั่นจะนำมาซึ่งความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ความรู้สึกอับอาย และไม่ภูมิใจในรูปร่างหน้าตาตัวเองเลย
ถ้าคุณอยากให้ลูกเป็นเด็กที่เก่งและมีความสุขคุณจะต้องทำให้ลูกมีความรู้สึกพออกพอใจในตนเองเป็นอันดับแรกพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องชมลูกจนเกินเลยความจริงหรือชื่นชมแต่เรื่องหน้าตาหรือรูปร่างของลูกตลอดเวลาบ่อยจนเกินไป เพียงแต่ต้องทำให้ลูกรู้สึกบ้างว่าตนเองก็มีความน่ารักน่าภาคภูมิใจในตัวของเขาเองได้

ในขณะเดียวกันต้องปลูกฝังให้ลูกรู้จักภาคภูมิใจในรูปลักษณ์ของตนเองมิใช่ในแง่ที่ว่ามั่นใจว่าตัวเองหน้าตาดี แต่สอนให้เด็กรู้ว่ามีส่วนที่ดีในตัวของลูกเพื่อที่เด็กจะไม่เป็น เด็กที่คิดแต่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเป็นจุดสำคัญ

แม้กระทั่งการพูดถึงคนอื่นหรือการชมโทรทัศน์พ่อแม่ก็ต้องปลูกฝังให้ลูกได้ยินอยู่เสมอว่าถึงคนนั้นหน้าตาไม่หล่อเท่าคนนี้แต่คนนั้นเขามีผิวพรรณที่ดีนะ หรือมีรูปร่างดี มีเส้นผมที่สวยหรือมีใบหน้าที่เบิกบานแจ่มใสและยิ้มหวานอยู่เป็นนิตย์ เป็นต้น การทำให้ลูกมีความพอใจในตนเองมีความภาคภูมิในในรูปลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือรูปร่างของตนเองการรู้จักแต่งกายที่ดี และสะอาดถูกกาลเทศะ สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ลูกมีความมั่นใจในตนเองเพราะเมื่อไรก็ตามถ้าเด็กรู้สึกขาดความมั่นใจในตนเอง รู้สึกอับอายในรูปลักษณ์ของตนเองแล้ว เด็กก็อาจมีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตในด้านอื่นๆด้วยเช่นกัน

การจัดการหน้าที่รับผิดชอบให้ลูก


ถ้าคุณมีลูกสองคนอาจแบ่งหน้าที่ให้ลูกทั้งสองในการทำงานบ้านต่างๆ เช่นวันจันทร์เป็นเวรของคนพี่ที่1ช่วยเก็บขยะในครัวไปทิ้ง วันอังคารอาจจะเป็นเวรของน้องบ้างหรือคุณพี่มีหน้าที่ช่วยคุณแม่ล้างจานในขณะที่คุณน้องมีหน้าที่ช่วยเก็บเสื้อผ้าชองตัวเองและของพี่ ไปใส่ตะกร้า เสื้อผ้าสำหรับให้คุณพ่อคุณแม่ซัก เป็นต้น แม้ว่าจะมีลูกเพียงคนเดียวก็สามารถจัดหน้าที่ให้ลูกรับผิดชอบได้ในแต่ละวัน เช่น ลูกต้องมีหน้าที่เก็บรองเท้าของตนไปวางให้เรียบร้อยถอดเสื้อผ้าใส่ตะกร้า เก็บของเล่นใส่กล่องหรือช่วยทิ้งขยะให้คุณพ่อคุณแม่

ถ้าเด็กได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบหน้าที่เล็กๆน้อยๆของตนเองในแต่ละวันเด็กก็จะชินกับการมีภาระหน้าที่ที่จะรับผิดชอบจะไม่รู้สึกว่าการมีหน้าที่เป็นเรื่องของการทำงานที่น่าเบื่อหน่าย คุณพ่อ คุณแม่เองจะไม่ต้องเหนื่อยกับการพร่ำเพรื่อเพื่อตักเตือนลูก เด็กจะคุ้นชินกับระเบียนภายในบ้าน ซึ่งหมายถึงเมื่อเขาเติบโตไปภายหน้าเขาก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ และมีระเบียบวินัยในชีวิตของตัวเอง
นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะช่วยจัดแบ่งหน้าที่ให้ลูกรับผิดชอบแล้วก็ยังควรจะต้องหมั่นชมเชยลูกด้วยว่าสัปดาห์นี้ลูกเก่งจังเลยที่สามารถรับผิดชอบหน้าที่รับผิดชอบของตนเองได้อย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่องในขณะเดียวกันถ้าวันใดลูกละเลยหน้าที่ของตนเองบ้าง ก็ไม่ควรจะเข้มงวดหรือตำหนิจนลูกรู้สึกผิดมากมายนัก ควรยืดหยุ่นให้ลูกสำนึกในหน้าที่ของตนเองจะดีกว่า เมื่อเด็กๆ สามารถรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดีตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆเขาก็จะสามารถรับผิดชอบเรื่องใหญ่ๆ ขึ้นได้ และเขาจะเป็นเด็กเก่งที่มีความภาคภูมิใจไม่น้อยเลย

สอนให้เด็กเก่งตามวัย

แม้ว่าเราอยากให้ลูกเป็นเด็กที่เก่งแต่เราอย่าลืมว่าลูกควรจะเก่งไปตามวัยของลูก พ่อแม่สามารถที่จะกระตุ้นพัฒนาการของเด็กได้ แต่เราจะทำผิดพลาดอย่างยิ่งถ้าเราไปเร่งพัฒนาการของลูกหรือไปบังคับให้ลูกเป็นเด็กเก่งเดินกว่าความสามารถของลูกในวัยนั้นๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลุกยังเล็กเกินไปที่จะเรียนเปียโน ก็ไม่สมควรที่จะจับลูกไปเรียนเพียงเพราะอยากให้ลูกเก่งเปียโนตั้งแต่เด็กๆ
ถ้าลูกเล็กเกินกว่าที่จะไปเรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์หรือวิชาอื่นๆ ก็ควรให้เรียนเท่าที่สมวัยแก่ลูก มีพ่อแม่ในยุคสมันนี้จำนวนไม่น้อยเลยที่พาลูกเล็กๆ ไปเรียนพิเศษทุกๆเย็นรวมทั้งในวันเสาร์อาทิตย์ที่ควรเป็นวันหยุดพักผ่อนของลูกด้วย

อย่าลืมว่าเด็กทั้งหลายนั้นจะเป็นเด็กเก่งได้ก็ต่อเมื่อเด็กๆได้มีการพัฒนาตามขั้นตอนของตัวเอง เด็กควรมีเวลาพักผ่อน มีเวลาเล่นอย่างมีความสุขและรู้สึกผ่อนคลายตามวัยของเด็กถ้าเราถูกบังคับจนรู้สึกเครียดเด็กคงไม่สนุก ไม่มีความรู้สึกรักในสิ่งที่เรายัดเหยียดให้ลูกอย่างแน่นอน หากเด็กเติบโตอย่างสมบูรณ์เหมาะสมที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมในสิ่งใดก็คอยกระตุ้นพัฒนาการในช่วงนั้น อย่าลืมว่าเราไม่สามารถที่จะบังคับให้เด็กเดินหรือวิ่งได้เลยถ้าเด็กมิได้หัดคลานเสียก่อน

เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็ก


ถ้าเราคาดหวังให้ลูกเป็นเด็กที่เก่ง คนที่เป็นพ่อแม่นั่นแหละที่ควรต้องเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างแรกภายในบ้านเพราะว่าลูกๆเติบโตมากับเราทุกวันอยู่ใกล้ชิดกับเรา ลูกจะเฝ้ามองและเรียนรู้จากพ่อแม่โดยที่เด็กไม่รู้ตัวและพ่อแม่เองก็ไม่รู้ตัวเงเช่นกัน การที่พ่อแม่จะทำตัวเป็นคนเก่งให้ลูกซึมซับได้นั้นคุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในทุกๆด้าน พ่อ แม่ แค่เป็นคนที่มีความนับถือตนเองมีความภาคภูมิใจในตนเองไม่คิดในแง่ลบกับการใช้ชีวิตไปในทางตรงกันข้าม จำเป้นต้องมีทัศนคติที่ดี ต่อชีวิต ต่อสังคม และต่อโลก มีความคิดในแง่บวกแม้ยามเจอปัญหาทำสิ่งใดผิดพลาดก็รู้จักที่มีอารมภ์ขันและมีพลังจิตใจที่เข้มแข็ง มีการวางเป้าหมายชีวิต มีการวางแผนในสิ่งที่ต้องการจะทำทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาวความเป็นคนมีเหตุผลและพร้อมที่จะให้อภัยและเข้าใจคนอื่นรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ทำให้ลูกๆเรียนรู้และซึมซับจากคุณ
ทุกความคิดและทุกการกระทำในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันนั้นแหละที่เป็นแนวทางใช้ชีวิตของลูก ลูกจะเป็นเด็กเก่งหรือไม่มิได้อยู่ท่ารอบรมสั่งสอนลูกเท่านั้น แต่อยู่ที่รูปแบบและวิธีการใช้ชีวิตของพ่อแม่นั่นเอง

ไม่ควรบังคับเด็ก


การใช้คำสั่งกับลูกน้อยอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายเพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่คิดว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลกับลูกที่ยังอยู่ในวัยเด็กเล็กๆที่จริงแล้วเราสามารถใช้เหตุผลกับลูกได้ เพราะถ้าเราใช้คำสั่งกับลูกอยู่ตลอดเวลาเด็กจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่คุ้นเคยกับการทำตามคำสั่ง หรืออาจจะกลายเป็นคนที่ต่อต้านคำสั่งและไม่สนใจกฎกติกามารยาทของสังคมไปเสียเลยก็เป็นได้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการให้ลูกเก็บของที่รกอยู่ในห้องรับแขก แทนที่คุณจะสั่งลูกว่าเก็บของเสียสิเพราะมันรก คุณควรจะบอกลูกว่าลูกควรจะเก็บของเล่นของลูกให้เรียบร้อยเพราะว่ามันจะทำให้บ้านรกและทำให้แม่เหนื่อยขึ้นที่ต้องมานั่งเก็บของเล่นลูกแทนที่จะได้ไปอาบน้ำพักผ่อนหรือแทนที่จะได้ไปทำอาหารให้ลูกๆหรือคุณพ่อกิน และถ้าลุกเก็บของเล่นแล้วลุกก็ได้ชื่อว่ามีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่และยังทำให้บ้านสะอาดอีกด้วย
วิธียกเหตุผลให้ลูกเห็นว่าเพราะอะไรลูกถึงควรทำไม่ใช่สั่งแต่ว่าเขาต้องเก็บของเล่นเพียงเพราะแม่สั่งให้ทำไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆหากเรารู้จักใช้เหตุผลอยู่ตลอดเวลาว่าอะไรจึงควรทำแบบนั้น เพราะอะไรจึงควรทำแบบนี้ลูกจะเติบโตเป็นเด็กที่มีเหตุผลกับคนอื่น ลูกจะเป็นเด็กที่มีความภูมิใจในตัวเองด้วย

แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราใช้คำสั่งลูกอยู่ตลอดเวลาอย่างพ่อแม่ที่ค่อนข้างเผด็จการลูกอาจทำตามพ่อแม่สั่งแต่ในใจอาจจะกลายเป็นเด็กที่เกลียดการใช้คำสั่ง และส่วนเสียก็คือลูกจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงควรทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ รู้แต่ว่าอยากให้ทำอะไรก็สั่งมาคล้ายกับว่าเขามีหน้าที่ที่จะทำตามคำสั่งเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็จะเป็นเด็กที่ไม่มีความนับถือตนเอง และก็ไม่มีความรู้สึกอยากที่จะคิดหรือทำอะไรด้วยตัวเองเลย

เพลงเด็ก

สำหรับเด็กนั้นดนตรีหรือเสียงเพลงมักเป็นที่สนใจของเด็กเรามักสังเกตุได้ว่าเมื่อเด็กเดินผ่านโทรทัศน์ที่มีเสียงเพลงมักจะหยุดฟัง หรือให้ความสนใจ เราอาจมักจะได้เห็นการกระตุ้นเด็กที่อยู่ในครรภ์ด้วยเสียงเพลง เพื่อทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น จากการวิจัยพบว่าเด็กทารกเมื่ออยู่ในครรภ์ก็สามาสัมผัสถึงเสียงต่างๆได้แล้ว เพลงเด็กมีอิทธิพลต่อความจำและจินตนาการเมื่อเราเปิดเพลง ซ้ำ เด็กจะสามารถจำเพลงนั้นได้ การให้เด็กฟังเพลงจึงไม่มีผลกระทบใดๆที่น่าเป็นห่วงสำหรับเด็ก

การแก้ปัญหาของเด็ก

เมื่อลูกผูกเชือกรองเท้าเองไม่ได้แทนที่พ่อแม่จะนั่งลงและผูกเชือกรองเท้าทุกครั้งไป เราควรสอนลูกว่าเพราะอะไรถึงผูกไม่ได้ แล้วถ้าลูกอยู่คนเดียวไม่มีพ่อแม่อยู่ข้างๆ ด้วยที่โรงเรียนใครจะผูกเชือกรองเท้าให้ลูก

ปัญหาเล็กๆน้อยๆ จนถึงปัญหาใหญ่บางครั้งเราก็ต้องใช้วิธีกระตุ้นให้ลูกคิดหาทางแก้ปัญหาเองแทนที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ลูกมิเฃ่นนั้นลูกจะไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เลยและคอยที่จะคอยความช่วยเหลือจากพ่อแม่ หรือคนรอบข้างอยู่ร่ำไป ปัญหาบางเรื่องถ้าลูกแก้ปัญหาไม่ได้เราก็ค่อยๆ ช่วยคิดช่วยชี้นำหรือเสนอทางเลือก 2-3 ทางเลือก มิใช่คอยแก้ปัญหาให้อย่างเบ็ดเสร็จเรียบร้อยเสมอไปทุกครั้ง คุณต้องให้เลลาในการอยู่กับลูก ให้เด็กเล่าถึงปัญหาจากนั้นก็ลองให้ลูกหาวิธีแก้ปัญหาหลายๆ ทางแล้วให้ลูกเลือกทางแก้หรืออาจจะช่วยให้กำลังใจ ช่วยเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาให้ คอยสนับสนุนให้กำลังใจลูก สอนวิธีคิดให้ลูกอย่างน้อยก็กระตุ้นให้เขากล้าที่จะเผเชิญปัญหาก่อนที่จะหนีปัญหา

สอนให้ลูกเข้าใจด้วยว่าปัญหาบางเรื่องเมื่อเราแก้ไขแล้วยังแก้ไขได้ไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องผิด เราสามารถที่จะคิดใหม่ และลองแก้ไขอักครั้งดีกว่าที่จะโยนปัญหาทิ้งหรือวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากใครแต่เพียงผู้เดียว

ตั้งใจฟังเด็กน้อย

เรารู้กันอยู่ว่าเด็กมักจะพูดอะไรได้มากมายยืดยาวในเรื่องที่ไม่เป็นสาระแต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามพ่อแม่จะต้องตั้งใจฟังลูกอย่างเอาใจใส่แสดงท่าทีตั้งใจให้ลูกเห็นเพราะนั่นเป็นการสอนให้เขาทางอ้อม เขาก็ตั้งใจผู้อื่นพูดด้วยเช่นกัน
บางครั้งคุณอาจจะพูดตรงๆเลยก็ได้ว่า “ทำไมลูกถึงไม่ฟังคุณแม่ละคะ เมื่อเช้านี้คุณแม่ยังตั้งใจฟังคุณลูกเลย ถ้าเด็กไม่ตั้งใจฟังคุณแม่วันหลังคุณแม่ไม่ฟังลูกคุยนะคะ’’ค่อยสอนและให้เหตุผลและทำให้ลูกเห็นว่าการตั้งใจฟังสมาชิกในครอบครัวพูดคุยนั้นมันเป็นประโยชน์แอย่างไร มันเป็นการเอาใจใส่กัน และเป็นการช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กันและกันด้วย

การแสดงท่าทีตั้งใจฟังลูกอย่างใส่ใจมันเป็นการแสดงให้ลูกเห็นทางอ้อมว่าพ่อแม่เห็นเขาเป็นคนสำคัญและเอาใจใส่ใยดีเขาอยู่เสมอนี่คือความสำพันธ์อันอบอุ่นในครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งมีค่าอย่างยิ่งในขณะเดียวดันเด็กๆที่ไม่ค่อยจะฟังพ่อแม่หรือใครๆพูดนั้นก็เป็นเพราะไม่มีใครใส่ใจตั้งใจฟังที่เขาพูดบ้างและตัวเขาก็รู้สึกไร้ค่าและไม่มีความมั่นใจในตัวเองนัก
เพราะเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความสนใจอย่างเด็กอื่นๆ มีคนสนใจ

เด็กน้อยเริ่มเที่ยวสู่โลกกว้าง



ถ้าลูกโตพอที่จะออกไปทำกิจกรรมต่างๆกับเพื่อนๆ เด็กด้วยกันได้แล้วพ่อแม่ก็ต้องทำใจปล่อยให้ลูกไปมีกิจกรรมของเขาโดยสนับสนุนให้เขาได้เรียนรู้การเข้าสังคมและเรียนรู้จากโลกกว้างต่อไป อย่าเก็บลูกไว้เพียงภายในบ้านเพราะกลัวจะมีอันตรายอยู่เสมอไปการที่ปล่อยให้ลูกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆการที่ปล่อยลูกไปเข้าแคมป์ ไปเข้าค่ายสัมมนาต่างๆล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้นเพราะการที่ลูกได้อยู่กลุ่มเด็กอื่นๆนั้นทำให้เด็กได้เติบโตทางความคิด เป็นการกระตุ้นวุฒิภาวะของลูก เขาได้เรียนรู้จากการเข้าได้กับผู้คน การมีมารยาทกับผู้อื่น การแสดงความคิดเห็นการยอมรับบุคคลอื่นๆ เพราะสังคมน้อยๆของเขานั้นมีคนที่มีลักษณะนิสัยแตกต่างกันออกไปไม่น้อยเลยอย่างแน่นอน

การที่ลูกมีกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนพ่อแม่เองก็ควรจะไปดูแลชื่นชมด้วยเสมอถ้าโรงเรียนเชิญให้ผู้ปกครองไปร่วมงานได้ด้วยเพราะมันจะเป็นกำลังใจให้ลูกได้รู้สึกภาคภูมิใจที่พ่อแม่ชื่นชมในความสามารถของเขา และเป็นส่วนที่คอยสนับสนุนในกิจกรรมของเขาอย่างสม่ำเสมอ
การอนุญาตให้เด็กไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในโลกกว้างนั้นก็เท่ากับส่งเสริมให้เขาไปเรียนรู้จากชีวิตและพัฒนาการในด้านต่างๆได้อย่างกว้างขวาง เพราะเป็นการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวและเป็นการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆมากมาย ที่เพียงแค่ในห้องเรียนหรือเพียงแค่การสอนของพ่อแม่ในห้องครัวอาจจะสอนได้ไม่ละเอียดกว้างขวางเท่านั้น

เรื่องของเวลาของเด็ก


พ่อแม่บางคนคิดว่าตราบใดที่ลูกยังเล็กอยู่ทุกอย่างต้องยกผลประโยชน์ให้เขาเราไม่สามารถไปจำกัดเวลาหรือตั้งกฎเกณฑ์ใดๆได้ต่อเมื่อเขาโตเมื่อไรค่อยจัดการเรื่องเวลากับเขาซึ่งนี่เป็นวิธีคิดที่ผิดพลาดและทำให้เสียโอกาสในการปลูกฝังลูกให้รู้จักเรื่องของเวลาไปอย่างน่าเสียดาย

แม้ว่าลูกเรายังเล็กอยู่เราก็สามารถที่จะสอนให้ลูกรู้จักเรื่องของเวลาได้ด้วยการสอนให้ลูกรู้จักแบ่งเวลาเป็นเช่นบอกลูกว่าลูกควรดูการ์ตูนเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หรือลูกไม่ควรใช้เวลากับการเล่นนานจนเกินเวลาอาหารมื้อเย็นเราะเราจะต้องเข้มงวดอีกนิดหนึ่งในเรื่องของเวลา สอนให้ลูกรู้ว่าเมื่อถึงเวลาเย็นแล้วลูกควรจะหยุดเล่นเก็บของเล่นใส่กล่องไปอาบน้ำหรือไปล้างมือเพื่อที่จะเตรียมตัวไปกินข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ ถ้าลูกละเลยไม่เอาใจใส่เรื่องเวลาก็ต้องมีการสั่งสอนอธิบายให้เหตุผล และมีการลงโทษนิดๆ หน่อยๆ เพื่อให้ลูกให้ความสำคัญกับเวลามากขึ้น การช่วยให้ลูกๆ รู่จักแบ่งเวลานั้นตอนแรกพ่อแม่ต้องช่วยให้ลูกจักสรรเวลาได้ตามความสำคัญ และต้องช่วยให้จัดสรรเวลาได้ตามความสำคัญและต้องช่วยดูและให้ถูกต้องตามเวลาด้วย

เด็กบางคนร้องกินขนมในเวลา3-4ทุ่มในขณะที่ดูทีวีอย่างนี้ถือว่าลูกไม่รู่จักเวลาในการกินขนมเพราะไม่ได้มีการถูกปลูกฝังและอบรมสั่งสอนมาก่อน การที่เด็กร้องกินขนมนั้นไม่ใช่เรื่องผิดแต่เด็กที่ได้รับการปลูกฝังรู้จักเรื่องของเวลาเด็กก็จะไม่ร้องงอแงทำสิ่งใดที่เป็นการผิดเวลาอย่างแน่นอนในกรณีนี้ถ้าพ่อแม่รู้จักให้ลูกได้กินขนมอย่างเอร็ดอร่อยเต็มที่หลังอาหารและในช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงของการกินอาหารว่าง ลูกก็จะเป็นเด็กที่ไม่มีนิสัยกินขนมจุบจิบหรือร้องแต่กินขนมตลอดเวลาทุกครั้งที่อยากกิน

การสอนให้ลูกรู้จักทำอะไรถูกต้องตามเวลาแม้แต่ในเรื่องเล็กน้อยก็เท่ากับเป็นการสอนให้ลูกรู้จักใช้เวลาให้เหมาะสมถูกต้องในเรื่องสำคัญอื่นๆอีกต่อไปด้วย นอกจากนี้จะช่วยให้กลายเป็นคนตรงต่อเวลาตั้งแต่เด็กๆเขารู้ว่าเมือไรควรเลิกดูการ์ตูนและไปทำการบ้าน เมื่อไรควรเลิกเล่น เก็บของใส่กล่องและไปช่วยแม่ในครัวเพื่อเตรียมตัวทำอาหาร เมื่อใดควรจะเลิกเล่นและไปอาบน้ำอาบท่า พ่อแม่เองก็ต้องใช้เวลาให้เหมาะสมถูกต้องและเป็นคนตรงต่อเวลาด้วยเช่นกัน
เพราะถ้าแม่และสมาชิกทำอะไรไร้ระบบระเบียบไม่เป็นเวล่ำเวลาเลยลูกก็ซึมซับเอาวิถีชีวิตในลักษณะนั้นอย่างง่ายดาย

การแสดงความคิดเห็นของเด็ก

เราจำเป็นจะต้องให้ลูกเรียนรู้การแสดงความคิดเห็นและร่วมการแสดงการตัดสินใจบ้างแม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากน้อยเพียงไรก็ตามแต่เด็กๆจะรู้สึกว่าเขามีความสำคัญและเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งภายในครอบครัวเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเปลี่ยน..ที่จริงแล้วพ่อแม่อาจจะมีข้อสรุปอยู่บ้างแล้ว จากการที่ได้ปรึกษากันเองแต่พ่อแม่ก็สามารถถามลูกได้ว่า ลูกอยากได้แบบไหน แม้จริงๆแล้วสรุปอีกแบบหนึ่งก็ตามในเรื่องบางเรื่องเราควรอธิบายเหตุผลให้ลูกทราบด้วยว่าเพราะอะไรเราถึงเลือกอีกอย่างหนึ่งที่ต่างไปจากความคิดเห็นที่เขาแสดงออกมา และบางครั้งเมื่อเราขอความเห็น หรือคำแนะนำจากเขาแล้ว ก็จำเป็นต้องทำตามการตัดสินใจของคุณคนเดียวอาจมีตัวเลือกสองตัวให้ลูกเลือกและยอมสรุปไปเที่ยวในสถานที่ที่ลูกได้เสนอข้อเสนอมาอย่าลืมทำให้ลูกภูมิใจในการตัดสินใจของเขา และในขณะเดียวกันต้องสอนให้เขาเคารพและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับในการตัดสินใจของผู้อื่น

แต่ถ้าเราไม่เคยให้ลูกแสดงความคิดเห็นอะไรหรือหรือไม่เคยให้ลูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอะไรเลย ลูกก็จะไม่รู้สึกถึงความสำคัญในฐานะของสมาชิกในบ้าน และเขาจะกลายเป็นเด็กที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าที่จะตัดสินใจและอาจจะเก็บกดเพราะต้องเก็บความรู้สึกไว้ในบางครั้งที่ไม่เห็นด้วยกับคนอื่น แต่ไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นอะไรได้บ้าง แต่ต้องทำตามที่คนอื่นตัดสินใจอยู่ร่ำไป

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แม้บางเรื่องจะไม่ต้องการข้อสรุปด้วยการตัดสินใจของพ่อแม่ก็ควรจะเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อแนะนำต่างๆ ออกมาบ้างแม้เขาจะเป็นเด็กเล็กๆ ในวัยเพียงไม่กี่ขวบก็ตาม

น้ำนมแม่


หลังคลอดแล้วอาหารบำรุงสมองที่ดีที่สุดสำหรับทารกก็คือนมแม่ ในช่วง 4-6 เดือนแรก นมแม่อย่างเดียวก็เพียงพอแล้วทารกที่ไดกินนมแม่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่าสองเดือนขึ้นไปจะมีการเจริญเติบโตและมีขนาดสมองที่สมวัยมีการพัฒนาการด้านการเรียนรู้และเชาว์ ปัญญาการรับรู้ การมองเห็น การใช้กล้ามเนื้อที่แตกต่างจากทารกที่ได้รับนมผสมอย่างชัดเจนในช่วง4-6วันแรกน้ำนมแม่จะมีลักษณะเป็นใสสีเหลืองเรียกว่าหัวนม (colostrum) ซึ่งมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าน้ำนมระยะอื่นๆ และยังมีภูมิต้านทานโรค เช่น แอนติบอดี เป็นต้นเป็นจำนวนมากทำให้เจ้าตัวเล็กไม่ค่อยเจ็บและสามารถพัฒนาสมองได้อย่างเต็มที่อีกด้วยแม่จึงไม่ควรให้ลูกพลาดโอกาสทองนี้นะคะ และน้ำนมของคุณแม่มีคุณค่ามากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่รับประทานไปด้วย

ฉะนั้นคุณยังต้องดูแลเรื่องอาหารของตนเองให้ครบถ้วนเช่นเดียวกับตอนตั้งครรภ์และได้รับพลังงานจากอาหารเพิ่มขึ้นจากปกติวันละ 500 กิโลแคลอรี เพื่อให้น้ำนมคุณมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนสำหรับลูกน้อยหลัง6เดือนไปแล้วนมแม่ยังถือเป็นอาหารหลักที่มีความจำเป็นสำหรับลูกอยู่
แต่ต้องได้รับอาหารเสริมควบคู่ไปด้วยเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายการให้อาหารประเภทเนื้อสัตว์และไข่ในช่วงแรกควรให้ทีละอย่างจะได้รู้ว่าลูกแพ้อาหารชนิดใดจากนั้นจึงค่อยดัดแปลงเมนูให้มีความหลากหลายลูกจะได้รับสารอาหารที่หลากหลาย และครบถ้วน

การเล่นกับเด็กทารก


เรามักจะได้ยินเสมอว่าเด็กที่ซุกซนส่วนใหญ่นั้นเป็นเด็กที่เก่งและฉลาด เพราะว่าเด็กเหล่านั้นจะกล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น และไม่มีปัญหาในการเข้ากับผู้อื่น เด็กเล็กๆ จำเป็นต้องมีการเล่นสนุกสนานตามวัยของเขาในส่วนนี้พ่อแม่ควรแบ่งเวลาไปเล่นกับลูกด้วยเพราะการเล่นกับลูกด้วย เป็นหนทางที่ง่ายที่จะกระตุ้นวุฒิภาวะของลูก เสริมทักษะ เสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ ของลูก

ไม่จำเป็นจะต้องซื้อของเล่นต่างๆ ตามใจลูกเสมอไป แต่ควรจะหาของเล่นที่เสริมทักษะและพาลูกไปเล่นเกมส์ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันเพื่อให้มีการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ด้วย พ่อแม่อาจจะร่วมเขียนรูปและระบายสีกับลูกแล้วถามลูกว่า เพราะอะไรถึงวาดรูปนี้รูปนั้น เพราะอะไรถึงใช้สีนั้น อาจตั้งหัวข้อบางอย่างให้ลูกเล่นกับเรา เช่นให้ลูกไปเก็บใบไม้มาให้ได้ 5 ชนิด 10 ชนิด หรือให้ลูกสร้างหุ่นยนต์จากกล่องกระดาษหรือหนังสือพิมพ์เป็นต้น

นอกจากพ่อแม่แล้วสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านก็ควรจะมีส่วนที่จะมาสนุกกับเด็กเล็กๆ ในบ้านด้วยเพื่อเสริมสร้างความสำพันธ์อันดีภายในบ้านและให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆจากคนในวัยที่ต่างกันไปด้วย
ที่จริงแล้วยังมีพ่อแม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยส่งเสริมให้ลูกเล่นสนุกตามวัยด้วยเพราะกลัวจะเกิดอันตรายและกลัวมีเรื่องมีราวกับเด็กอื่นๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรจะควบคุมด้วยตัวเองอย่าปล่อยให้ลูกไปเล่นไกลหูไกลตาถ้าพ่อแม่จัดคนคอยดูแลด้วยสม่ำเสมอการเล่นของเด็กก็จะไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน และแม้วันหนึ่งลูกมีเรื่องทะเลาะขัดแย้งกับเด็กคนอื่นๆพ่อแม่ก็สามารถที่จะใช้สถานการณ์นี้สอนให้ลูกเรียนรู้การแก้ไขปัญหาในการขัดแย้งกันได้เมื่อเกิดขึ้นหลังจากที่เล่นสนุกกันแล้วก็ควรจะรู้ที่จะสะสางปัญหาเมื่อทะเลาะกันเองภายในกลุ่มเพื่อนด้วย

การปล่อยให้เด็กสนุกตามวัยหรือตามใจของเขามิใช่เป็นแค่การเสริมให้เขามีพัฒนาการอย่างเหมาะสมเท่านั้น แต่ยังทำให้เขา เป็นเด็กที่มีความสุขและยังมีสุขภาพจิตที่ดีตั้งแต่เล็กไปจนเติบใหญ่เลยทีเดียว

ของรางวัลสำหรับลูกรัก


แทนที่จะซื้อของให้ลูกตามปกติอยู่แล้ว แต่เราควรเปลี่ยนบางอย่างให้กลายเป็นของรางวัลกับลูก เช่นเรา ตั้งใจอยู่แล้วว่าสิ้นเดือนนี้เราจะซื้อของเล่นชิ้นหนึ่งให้ลูกถ้าสิ่งที่เขาอยากได้เป็นพิเศษ แต่เราควรจะมีกติกาใหม่กับลูกว่าถ้าลูกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วลูกได้สิ่งนั้นเป็นเรื่องรางวัลตอบแทนยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกสามารถรับผิดชอบหน้าที่ของลูกโดยไม่ขาดตกบกพร่องเลยตลอดสัปดาห์นี้ลูกจะได้รางวัลเป็นของที่ต้องการ หรือถ้าลูกทำการบ้านด้สำเร็จเรียบร้อยเองโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปคอยเตือนว่าทำการบ้านแล้วหรือยัง ลูกจะได้รางวัลเป็นของตอบแทนในสิ้นเดือนนี้

ตั้งกติกาอะไรก็ได้ให้ลูกรู้สึกกระตือรือร้นที่จะทำดีหรือทำอะไรซักอย่างหนึ่งเพื่อแลกกับของรางวัลและเมื่อลูกได้ของรางวัลนั้นลูกก็จะรู้สึกมีคุณค่า ว่าของเล่นชิ่นนั้นเป็นของรางวัล เป็นสิ่งที่ได้มาเพราะตนเองทำดีมาแลก เด็กจะรู้สึกว่าของเล่นชิ้นนั้นมีคุณค่ามาก
แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรตามใจลูกด้วยการซื้อของทุกอย่างที่ลูกต้องการให้เขาหรือให้รางวัลกันอย่างพร่ำเพรื่อเกินไปจนเด็กไม่รู้สึกตื่นเต้น และไม่รู้สึกเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่ารางวัล การตั้งรางวัลให้เด็กนั้นมิได้เป็นการสอนให้เด็กทำก็เพื่อแลกกับรางวัล แต่เราจะต้องทำให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำลงไปทำให้ลูกรู้สึกตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เรายังเป็นเด็กเล็กๆ เรื่อยไปจนกระทั่งเขาเติบโตหรือเป็นผู้ใหญ่ต่อไป

การให้ของรางวัลลูก ยังเป็นการเอาใจใส่ และการให้ความสำคัญเขาอีกด้วย เพราะไม่ว่าเด็กหรือแม่แต่ละคนที่เป็นผู้ใหญ่เอง ก็ย่อมต้องการที่จะรู้สึกดีอกดีใจและชื่นใจในยามที่ตนได้ของรางวัลอยู่แล้วทุกคนอยากรู้สึกมีความสำคัญและอยากรู้สึกว่าตนเองเก่งมากพอที่จะได้รับรางวัลนั่นเอง

เรียนรู้ลูกน้อย



พ่อแม่ไม่ควรจะเพียงคิดว่าจะกระตุ้นให้ลูกเติบโตเป็นเด็กเก่งเท่านั้น แต่เราควรเรียนรู้ลูกของเราด้วยว่าเขาเป็นเด็กที่มีลักษณะนิสัยอย่างไร ถ้าเรารู้จักตัวตนจริงๆของลูกเราก็จะสามารถสนับสนุนเขาได้ง่ายขึ้น ว่าควรกระตุ้นให้เขาเป็นเด็กที่มีความสามารถเชี่ยวชาญในด้านใดได้อย่างถูกทาง


แม้เขาจะยังเล็กอยู่แต่เขาก็มีตัวตนและมีลักษณะนิสัยของเขาที่เราจำเป็นต้องมองหรือสังเกต เด็กบางคนอาจมีลักษณะนิสัยค่อนข้างเงียบ ถ้ารู้จักลูกเราก็อาจที่จะกระตุ้นให้ลูกได้แสดงออกเราได้ส่งเสริมสนับสนุนลูกในเรื่องการแสดงออกให้ถูกทางให้ถูกลักษณะนิสัยที่ลูกสนใจและชื่นชอบ


การเรียนรู้จากนิสัยใจคอและตัวตนแท้จริงจากลูกไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป แต่ไม่ใช่เรื่องที่เรามองข้ามเพราะว่าเราคิดว่าเรารู้จักลูกของเราดีแล้ว แต่ถ้าเราใช้เวลาสังเกตอย่างสม่ำเสมอเราจะได้รู้จักลูกเราออย่างละเอียดทุกมุมมอง ทุกๆ มิติของความเห็นเขา บุคลิกของลูกวิธีคิด ลักษณะนิสัยของเขามีอะไรที่น่าสนใจ เวลาโกรธเวลาเสียใจ เขามักมีทีท่าอย่างไร คำพูดของลูกแต่ละคำแม้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้าเราตั้งใจฟังเราก็จะจับได้ว่าในแต่ละคำของลูกนั้น แสดงออกมาซึ่งความคิด และความรู้สึกอย่างไรบ้าง


การเรียนรู้จากตัวลูกให้มากเราก็จะง่ายต่อการรับมือกับเขา ส่งเสริมสนับสนุนเขาให้สมกับความเป็นตัวเขาโดยไม่ฝืนเพราะความคาดหวังเขาในทางที่ผิด

จินตนาการของเด็ก




เมื่อลูกของเรามีจินตนาการอันกว้างไกลพ่อแม่ควรจะสนับสนุน และใส่ใจกับจินตนาการนั้น ถ้าลูกเล่าเรื่องส่วนตัวของลูกซึ่งไม่มีตัวตนจริงหรือเล่าว่าเห็นไดโนเสาร์ออกมาเล่นกับนกตัวน้อยๆของเขาเราก็ควรเริ่มพูดคุยกับลูกกระตุ้นให้ลูกกล้าแสดงออกความคิดในเชิงจินตนาการ เพราะเด็กๆ ทุกคนมีจินตนาการและความฝันอันแสนประเสริฐมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราจะเข้าใจทั้งๆ ที่ตัวเราเองก็มีจินตนาการในวัยเด็กหรืออาจมีมากกว่าลูกก็เป็นได้
ถ้าแม่บางคนดูลูกว่าพูดจาเกินเลยพูดจาโกหกหรือฝันเฟื่องจนน่ารำคาญ พ่อแม่บางคนปิดโอกาสที่ลูกจะใช้จินตนาการ และความฝันในวัยเยาว์ของเขาซึ่งเป็นส่วนที่น่าส่งเสริมและสนับสนุนที่สุดพราะการที่เด็กมีจินตนาการและความคิดฝันของตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่สวยงามที่กระตุ้นพัฒนาการในเชิงความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกตั้งแต่เด็กๆ
เด็กที่โตขึ้นมาเป็นเด็กไม่เก่งและไม่มีความสามารถในเชิงการแสดงออก ควรริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่ค่อยมีความฝันและความอ่อนหวานในจิตใจ ก็มักจะเป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ดุเมื่อลูกเล่าถึงจินตนาการที่เกินเลยความจริงของตน แล้วต่อไปลูกก็ไม่กล้าเล่าในสิ่งที่เขาคิดฝันอยู่ในใจอีก
เด็กในวัยหนึ่งย่อมมีจินตนาการของเขา ย่อมมีความฝันอันกว้างไกลและเหนือจริงไปหน่อย เราต้องปล่อยให้เขาได้คิดฝันและพูดคุยไปตามนั้น เมื่อเขาเติบดตขึ้นเขาก็มักมีการแสดงออกในส่วนอื่นมากขึ้นจินตนาการที่เกินเลยไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรเลย พ่อแม่จึงควรส่งเสริมลูกมากกว่าที่จะไปคิดว่าลูกไร้สาระ จนทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีความสุข และเลิกใช้จินตนาการของตัวเองต่อไป